วันจันทร์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ.2563
วันนี้เป็นวันที่นักศึกษาจะออกมานำเสนอภาระงานกลุ่ม ในหัวข้อ "รูปแบบการจัดการเรียนการสอน" ตามหัวข้อที่ได้รับมายหมาย ได้แก่
👾 ไฮสโคป
👾 โครงการ
👾 มอนเตสซอรี่
👾 สืบเสาะหาความรู้
👾 STEM
👾 วอลดอร์ฟ
โดยมีเนื้อหาคร่าวๆ ดังนี้
ไฮสโคป
เน้นการลงมือปฎิบัติผ่านมุมกิจกรรมที่หลากหลาย มีกิจกรรมและสื่อที่เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็ก ปล่อยให้เด็กเป็นคนริเริ่มกิจกรรมและการเล่นต่างๆด้วยตัวเอง แนวคิดมาจากทฤษฎีของเพียเจท์ ว่าด้วยเรื่องของสติปัญญา
หัวใจของไฮสโคป ประกอบด้วยกระบวนการ 3 กระบวนการ ได้แก่
👾 การวางแผน (Plan) ให้เด็กกำหนดแนวทางการปฎิบัติ หรือการดำเนินงานตามงานที่รับมอบหมาย หรือสิ่งที่ตนเองสนใจ ครูสนทนาร่วมกับเด็ก เพื่อวางแผนอย่างเหมาะสมว่าจะทำอะไร อย่างไร เด็กจะต้องเลือกและตัดสินใจ อาจจะมีการบันทึกด้วยภาพ หรือสัญลักษณ์ประจำตัวเด็ก หรือบอกให้ครูช่วยบันทึก เป็นกระบวนการที่ส่งเสริมความเชื่อมั่นในตัวเอง และการควบคุมตนเองของเด็ก เด็กก็จะสนใจกิจกรรมที่ตนเองวางแผน
👾 การปฎิบัติ (Do) ให้เด็กลงมือทำตามแผนที่วางไว้อย่างอิสระตามเวลาที่กำหนด เน้นให้เด็กช่วยกันคิด ทดลอง และแก้ปัญหาร่วมกันอย่างมีจุดมุ่งหมาย เรียนรู้ตามประสบการณ์ ครูมีหน้าที่ชี้แนะ ให้คำแนะนำ มากกว่าลงไปทำด้วยตัวเอง
👾 การทบทวน (Review) ให้เด็กสะท้อนผลงานตนเอง ที่ได้ทำผ่านการพูดคุยหรือแสดงผลต่างๆ เพื่อทบทวนตัวเองว่าทำตามแผนไหม มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร มีจุดมุ่งหมายให้เด็กเชื่อมโยงแผนการทำงานกับผลงานที่ทำ รวมถึงการเล่าประสบการณ์ต่างๆที่ตนเองทำ
แบบโครงการ Project Approach
เน้นให้เด็กมีส่วนร่วมและกระตุ้นเด็กๆเรียนรู้ด้วยตนเอง เปิดโกาสให้เด็กเรียนรู้ในสิ่งที่สนใจเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมรอบๆตัว และตอบสนองความต้องการหลากหลายของเด็ก เป็นกิจกรรมเชิงปฎิบัติเน้นลงมือทำด้วยตนเอง การสอนแบบนี้เป็นเครื่องมือใช้สอนที่ดีอย่างดีสำหรับคุณครู เพราะ แสดงถึงแนวคิดแห่งความเป็นจริง การตั้งคำถามจากความสนใจที่แท้จริง และการหาคำตอบในเชิงลึกของเด็กในหัวข้อที่เด็กสนใจ ส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ผ่านการสำรวจ สืบค้น จดบันทึก และคิดวิเคราะห์ เพื่อให้ได้ข้อมูลและความรู้ต่างๆ ตามเรื่องที่เด็กสนใจผ่านประสบการณ์ตรงที่หลากหลาย รวมถึงการใช้ความคิดสร้างสรรค์ทางศิลปะที่สรุปออกมาเป็นชิ้นงาน
วิธีการสอน
ให้เด็กเลือกเรื่อง หัวข้อโครงการตามความสนใจ ครูกำหนดขอบเขตตามพัฒนาการของเด็ก ผ่านกระบวน 3 ระยะ ได้แก่
👾 ขั้นเริ่มต้นโครงการ
👾 ขั้นพัฒนาโครงการ
👾 ขั้นสรุปโครงการ
มอนเตสซอรี่
เริ่มจากการเรียนรู้แบบรูปธรรมไปสู่นามธรรม และอุปกรณ์ของมอนเตสซอรี่เอามาใช้ได้หลายรูปแบบ ช่วยควบคุมตัวเด็กในการทำงาน เด็กจะพอใจเมื่อทำงานต่างๆได้ถูกต้อง และการเก็บอุปกรณ์จะต้องมีที่เฉพาะสำหรับวางอุปกรณ์ ให้เด็กเก็บอุปกรณ์เข้าที่ให้เรียบร้อย ช่วยส่งเสริมให้เด็กรู้จักการเรียนรู้การใช้อุปกรณ์ร่วมกัน การสอนแบบนี้ช่วยพัฒนาด้านประสบการณ์ชีวิตให้กับเด็ก
หลักการ
👾 เด็กได้รับการยอมรับนับถือ เพราะ เด็กมีความแตกต่างกัน จึงควรได้รับการยอมรับลักษณะเฉพาะของตนเอง คุณครูควรจัดกิจกรรมพัฒนาตามความสามารถ และความต้องการตามธรรมชาติของเด็กในแต่ละช่วงวัย
👾 จิตซึมซับ เด็กมีจิตแห่งการหาความรู้ที่เปรียบเสมือนฟองน้ำ เด้กจะซับข้อมูลจากสิ่งแวดล้อมเข้าไปในจิตของตัวเอง
👾 ช่วงเวลาหลักของชีวิต แรกเกิด-6ปี เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการเรียนรู้ ในการพัฒนาการด้านสติปัญญาและจิตใจ เด็กควรมีอิสระในการเลือกกิจกรรมที่ตัวเองสนใจ
👾 การเตรียมสิ่งแวดล้อม ได้รับการพัฒนาให้เกิดการเรียนรู้ได้ดีที่สุด จากการจัดสภาพแวดล้อมที่มีความพร้อมอย่างมีระบบและมีจุดมุ่งหมายไปตามขั้นตอน โดยมีสื่ออุปกรณ์มอนเตสซอรี่เป็นตัวกำหนดขอบเขตในการทำงาน
👾 การศึกษาด้วยตัวเอง เด็กได้รู้จักเรียนรู้ระเบียบวินัยของการอยู่ร่วมกันภายในสังคม และมีอิสระในการทำงาน รู้จักเรียนรู้การแก้ปัญหาด้วยตัวเอง เรียนรู้ที่จะรับผิดชอบ และมีความภาคภูมิใจต่อความสำเร็จในการทำงาน จนทำให้เด็กเกิดความเชื่อมั่นและเห็นคุณค่าในตัวเอง
👾 การวัดประเมินผล คุณครูในชั้นเรียนจะเป็นผู้ประเมินผล โดยใช้วิธีการสังเกตและวิเคราะห์เด็กเป็นรายบุคคล ในสภาพแวดล้อมที่เป็นจริง ซึ่งครูผู้มีประสบการณ์และผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรการศึกษาแบบมอนเตสซอรี่ จะมีความเชี่ยวชาญในการสังเกต จดบันทึก และวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้เรียน
สืบเสาะหาความรู้
กระบวนการสอน
👾 ขั้นสร้างความสนใจ (engagement) เป็นการนำเข้าสู่บทเรียนหรือเรื่องที่สนใจ ซึ่งอาจเกิดขึ้นเองจากความสงสัย หรืออาจเริ่มจากความสนใจของตัวนักเรียนเอง หรือเกิดจากการอภิปรายในกลุ่ม เรื่องที่น่าสนใจอาจมาจากเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในช่วงเวลานั้น หรือเป็นเรื่อง ที่เชื่อมโยงกับความรู้เดิมที่เพิ่งเรียนรู้มาแล้ว เป็นตัวกระตุ้นให้นักเรียนสร้างคำถาม กำหนดประเด็นที่จะศึกษาในกรณีที่ยังไม่มีประเด็นใดน่าสนใจ
👾 ขั้นสำรวจและค้นหา (exploration) เมื่อทำความเข้าใจในประเด็นหรือคำถามที่สนใจจะศึกษาอย่างถ่องแท้แล้ว ก็มีการวางแผนกำหนดแนวทางการสำรวจตรวจสอบ ตั้งสมมติฐาน กำหนดทางเลือกที่เป็นไปได้ ลงมือปฏิบัติเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล ข้อสนเทศ หรือปรากฏการณ์ต่าง ๆ
👾 ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (explanation) เมื่อได้ข้อมูลอย่างเพียงพอจากการสำรวจตรวจสอบแล้ว จึงนำข้อมูล ข้อสนเทศที่ได้มาวิเคราะห์ แปลผล สรุปผล และนำเสนอผลที่ได้ในรูปต่างๆ
👾 ขั้นขยายความรู้ (elaboration) เป็นการนำความรู้ที่สร้างขึ้นไปเชื่อมโยงกับความรู้เดิมหรือแนวคิดที่ได้ค้นคว้าเพิ่มเติมหรือนำแบบจำลองหรือข้อสรุปที่ได้ไปใช้อธิบายสถานการณ์หรือเหตุการณ์อื่น
👾 ขั้นประเมิน (evaluation)เป็นการประเมินการเรียนรู้ด้วยกระบวนการต่างๆ ว่านักเรียนมีความรู้อะไรบ้าง อย่างไรและมากน้อยเพียงใด จากขั้นนี้จะนำไปสู่การนำความรู้ ไปประยุกต์ใช้ในเรื่องอื่นๆ การนำความรู้หรือแบบจำลองไปใช้อธิบายหรือประยุกต์ใช้กับเหตุการณ์หรือเรื่องอื่นๆ จะนำไปสู่ข้อโต้แย้งหรือข้อจำกัดซึ่งก่อให้เป็นประเด็นหรือคำถาม หรือปัญหาที่จะต้องสำรวจตรวจสอบต่อไป
รูปแบบ
👾 การสร้างความสนใจ (Engage) เป็นการนำเข้าสู่บทเรียนหรือเรื่องที่สนใจ
👾 การสำรวจและค้นคว้า (Explore) นักเรียนดำเนินการสำรวจ ทดลอง ค้นหา
👾 การอธิบาย (Explain) นักเรียนนำข้อมูลที่ได้จากการสำรวจและค้นหา
👾 การขยายความรู้ (Evaborate)
💜ครูจัดกิจกรรมหรือสถานการณ์ เพื่อให้นักเรียนมีความรู้ลึกซึ้งขึ้น หรือขยายกรอบความคิดกว้างขึ้นหรือเชื่อมโยงความรู้เดิมสู่ความรู้ใหม่หรือนำไปสู่การศึกษาค้นคว้า ทดลอง เพิ่มขึ้น
💜นักเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรม เช่น อธิบายและขยายความรู้เพิ่มเติมมีความละเอียดมากขึ้น ยกสถานการณ์ ตัวอย่าง อธิบายเชื่อมโยงความรู้ที่ได้เป็นระบบและลึกซึ้งยิ่งขึ้น หรือสมบูรณ์ละเอียดขึ้น นำไปสู่ความรู้ใหม่หรือความรู้ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
👾 การประเมิน (Evaluate)
💜นักเรียนระบุสิ่งที่นักเรียนได้เรียนรู้ทั้งด้านกระบวนการและผลผลิต
💜นักเรียนตรวจสอบความถูกต้องของความรู้ที่ได้ เช่น วิเคราะห์วิจารณ์แลกเปลี่ยน
💜นักเรียนทราบจุดเด่น จุดด้อยในการศึกษาค้นคว้า หรือทดลองการพัฒนารูปแบบการจัดกระบวนการเรียนรู้โดยวิธีการสืบเสาะและสืบสวนหาความรู้
STEM
เป็นรูปแบบการจัดการศึกษาที่บูรณาการกลุ่มสาระและทักษะกระบวนการของทั้ง 4 สาระ อันได้แก่ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ โดยนำลักษณะธรรมชาติของแต่ ละสาระวิชาและกระบวนการจัดการเรียนรู้ให้กับผู้เรียนมาผสมผสานกันเพื่อให้ผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาทักษะที่สำคัญ
Science(วิทยาศาสตร์) จะเน้นให้ผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้โดยผ่านกระบวนการที่เรียกว่า กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (InquiryProcess) ที่จะประกอบด้วยขั้นตอน
👾 ขั้นการสร้างความสนใจ เป็นขั้นของการนำเข้าสู่บทเรียน
👾 ขั้นสำรวจและการค้นหา
👾 ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป
👾 ขั้นขยายความรู้ เป็นการนำความรู้มาเชื่อมโยงกับความรู้เดิมหรือแนวคิดที่ได้ค้นคว้าเพิ่มเติม ขึ้น
👾 ขั้นการประเมิน เป็นการประเมินการเรียนรู้ด้วยกระบวนการต่างๆ ว่าผู้เรียนได้เกิดการ เรียนรู้อะไรบ้าง อย่างไร และมากน้อยเพียงใด
เทคโนโลยี (Technology) สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2557) ระบุขั้นตอนในกระบวนการทางเทคโนโลยีประกอบด้วย 7 ขั้นดังนี้
👾 กำหนดปัญหาหรือความต้องการ
👾 รวบรวมข้อมูล โดยอาจจะรวบรวมข้อมูลจากตำรา วารสาร บทความ อินเทอร์เน็ต
👾 เลือกวิธีการ เป็นการพิจารณาเลือกวิธีที่เหมาะสมและสอดคล้องกับการแก้ปัญหา
👾 ออกแบบและปฏิบัติการ
👾 ทดสอบ เป็นการตรวจสอบว่าชิ้นงานหรือวิธีที่สร้างขึ้นสามารถแก้ปัญหาได้หรือไม่
👾 ปรับปรุงแก้ไข เป็นการวิเคราะห์ว่าชิ้นงานหรือวิธีที่สร้างขึ้นจะปรับแก้ไขส่วนใด
👾 ประเมินผล เป็นการประเมินผลว่าชิ้นงานหรือวิธีที่สร้างขึ้นสามารถแก้ปัญหาได้หรือไม่
วิศวกรรมศาสตร์(Engineering) กระบวนการออกแบบของวิศวกรรมศาสตร์ ประกอบด้วยขั้นตอนดังนี้
👾 กำหนดปัญหา หรือความต้องการ
👾 หาแนวทางการแก้ปัญหา
👾 ลงมือปฎิบัติเพื่อแก้ปัญหา
👾 ทดสอบและประเมินผล
คณิตศาสตร์ (Mathematics) สำหรับสาระและทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์จะครอบคลุมเรื่องจำนวนและกระบวนการ การวัด เรขาคณิต พีชคณิต การวิเคราะห์ข้อมูลและความน่าจะเป็น และ ทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์
วอลดอร์ฟ
นวัตกรรมการศึกษาแนววอลดอร์ฟมีรากฐานมาจากมนุษยปรัชญาโดย ดร.รูดอร์ฟ สไตเนอร์ ได้นำมาจัดการศึกษาในโรงเรียนที่มีเป้าหมายเพื่อพัฒนามนุษย์ไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ด้วยการพัฒนากาย (Body) จิต (Soul) และจิตวิญญาณ (Spirit)ให้บรรลุถึง ความดี (Good) ความงาม (Beauty) ความจริง (Truth) แนวคิดของมนุษยปรัชญาที่เป็นรากฐานสำคัญในการจัดการศึกษาวอลดอร์ฟ เชื่อว่า เมื่อมองดูการเกิดและเติบโตของเด็กคนหนึ่ง เราจะเห็นได้ว่า กาย (Body) เป็นส่วนที่พ่อแม่เตรียมไว้ให้ในโลก ส่วนจิตวิญญาณ (spirit) เป็นจิตเดิมแท้ของเด็กเองที่ มาจากโลกเบื้องบน และเชื่อมโยงกันด้วยวิญญาณ (Soul) พ่อแม่และครูมีส่วนช่วยให้การเชื่อมโยงนี้เป็นไปอย่างราบรื่นกลม กลืน ความสำคัญของครูในอนุบาลวอลดอร์ฟ จึงต้องเรียนรู้ที่จะเข้าใจ “เด็กตามธรรมชาติ” (Natural Childhood) และภาวะกึ่งฝัน (Dreamy stated) ที่มีอยู่ในวัยเด็ก การศึกษาจึงเสมือนการทำหน้าที่ปลุกให้เด็กค่อยๆตื่นขึ้นมาในโลก หาวิธีเชื่อมโยงเด็กสู่โลกที่เขาได้ลงมาเกิด ครูยังต้องใส่ใจใน การเตรียมสิ่งแวดล้อม สถานที่ อาคาร ห้องเรียน บริเวณสวน ตลอดจนเครื่องมือเครื่องใช้ และของเล่นที่เด็กเล่น ให้เด็กสามารถเชื่อมโยงที่มาที่ไปในธรรมชาติได้ ตลอดจนพลังธรรมชาติของโลก คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ครูได้นำมาประสานในกิจกรรมต่างๆในอนุบาลวอลดอร์ฟอย่างมีศิลปะ เพื่อให้เด็กได้เข้าถึงธรรมชาติอันแท้จริงของโลก และแบ่งขั้นพัฒนาการของเด็ก ดังนี้
👾 0 – 7 ปี กาย (Body) พัฒนาผ่านพลัง เจตจำนง (Will) การมุ่งมั่นลงมือทำให้สำเร็จ
👾 7 – 14 ปี จิต (Soul) พัฒนาผ่านความรู้สึก (Feeling) เข้าถึงความงาม และศิลปะแบบต่างๆ
👾 14 – 21 ปี จิตวิญญาณ (Spirit) พัฒนาผ่านความคิด (Thinking) การตระหนักรู้ ในคุณธรรม ความดี
ครูอนุบาลยังต้องให้ความสำคัญในการจัดการศึกษาให้เหมาะสมกับอายุและความสามารถตามวัยของเด็ก ให้เกิดความสม ดุลกัน เกณฑ์อายุของระดับอนุบาลวอลดอร์ฟ คือ ก่อน 7 ขวบ หรือก่อนฟันแท้จะขึ้น มนุษยปรัชญายังได้เผยภาพลักษณ์ของมนุษย์อันประกอบไปด้วย กาย 4 กาย ได้แก่ ร่างกาย กายพลังชีวิต กายความรู้สึก กายตัวตน ถึงแม้ว่ากายทั้ง 4 จะมาพร้อมกันเมื่อคนเราเกิดมาในโลก แต่ก็ค่อยๆเผยออกมาทีละกายทุกๆรอบ 7 ปี จนเด็กอายุ 21 ปี จึงมีกายทั้ง 4 ครบสมบูรณ์ หากในระหว่างนั้น มีการสนับสนุนทางการศึกษาอย่างถูกต้องเหมาะสมแก่เด็ก จะยิ่งเป็นประ โยชน์ต่อการพัฒนาเด็กให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ในระดับอนุบาล เป็นขั้นตอนที่กำลังสร้างร่างกายและบ่มเพาะกายพลังชีวิต การศึกษาสำหรับเด็กอนุบาล ควรส่งเสริมพลังเจตจำนง (Will) ของเด็กและการรักษาจังหวะในชีวิตประจำวัน (Rhythm of life) ของเด็กให้มีความสม่ำเสมอ นอกจากนี้ มนุษย์ยังรับรู้โลกผ่านสัมผัส ทั้ง 12 แต่ในระดับอนุบาล เด็กๆรับรู้ด้วยสัมผัส 4 อย่างขั้นพื้นฐาน ได้แก่ สัมผัสรู้ที่ผิวกาย (Touch)สัมผัสรู้พลังชีวิต (Life)สัมผัสรู้การเคลื่อนไหว (Movement)สัมผัสรู้ความสมดุล (Balance) ความรู้ด้านสัมผัสรู้ เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เมื่อครูนำไปเป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมให้เด็กในอนุบาลวอลดอร์ฟ
บทบาทครู ( 3 R ) ได้แก่
👾 การทำซ้ำ (Repetition) เพื่อให้เกิดมั่นคง ครูควรทำกิจกรรมการเรียนการสอนและงานบ้านต่างๆอย่างสม่ำเสมอ หรือเรียกว่าการทำซ้ำ
👾 จังหวะ (Rhythm) เพื่อให้สิ่งแวดล้อมมีบรรยากาศอบอุ่นและผ่อนคลาย เหมาะสมกับธรรมชาติของวัยเด็ก ครูควรจัดตารางประจำวัน ตารางกิจกรรมในสัปดาห์ และเทศกาลประจำปี ให้สอดคล้องกับจังหวะที่ราบรื่นแบบลมหายใจเข้าและออก ให้ตารางของช่วงนั้นๆเหมาะสมลื่นไหล ไม่อัดแน่นหรือติดขัด หรือเรียกว่า การรักษาจังหวะ หรือ ความรู้สึกแบบท่วงทำนอง
👾 เคารพ (Reverence) ด้วยความตระหนักรู้ที่ว่า “มนุษย์เราเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ” ทำให้เราอยู่ในโลกด้วยความรู้สึกกตัญญูและเคารพต่อธรรมชาติ ทั้งยังเคารพต่อศักยภาพของความเป็นมนุษย์
Vocabulary
Repetition ทำซ้ำ
Reverence เคารพ
Soul จิตวิญญาณ
Balance สมดุล
Will เจตจำนง
ประเมินตนเอง: มีความรับผิดชอบในการทำ Blogger
ประเมินเพื่อน: มีความตั้งใจฟังขณะอาจารย์และเพื่อนอธิบายเนื้อหา และทำผลงานออกมาได้ดี
ประเมินอาจารย์: ให้คำแนะนำนักศึกษาอย่างเข้าใจง่าย